ช็อก พีท คนเลือดบวก ยืนกรานมีเซ็กซ์กับคู่ขาโดยไม่สวมถุงยางอนามัย ชาวเน็ตด่าอื้อ ทำสังคมสับสน

หลังจากเกิดกรณีเพจเฟสบุ๊ค พีทคนเลือดบวก Pete Living With HIV เผยแพร่แนวคิดผ่านโพสต์ ในทำนองสนับสนุนการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ใส่ถุงยางอนามัย

พร้อมยังบอกว่าคนที่มีเชื้อ HIV สามารถมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ใส่ถุงยางอนามัยได้ จนกลายเป็นกระแสดราม่าในโลกออนไลน์ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมานั้น

เว็บไซต์ medhubnews.com ข่าวสังคม สุขภาพ สาธารณสุข ท่องเที่ยว วาไรตี้  และ เพจ sasook รายงานว่า แม้ว่าช่วงที่ผ่านมา นายฐิฏิวัสส์ ศิรเศรษฐกร หรือ พีท ยืนยันว่า ตนไม่ได้โพสต์เพื่อรณรงค์ให้คนไม่ใส่ถุงยางอนามัย

แต่ต้องการสื่อสารในกลุ่มของคนที่มีรสนิยมไม่ใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งรสนิยมดังกล่าวมันเป็นรสนิยมส่วนบุคคลที่มีมานานแล้ว และมีหลายคนชื่นชอบในสิ่งที่ตนเองโพสต์ด้วย

 ส่วนกรณีของการกระจายเชื้อให้คนอื่นนั้น มีคนคิดแบบนี้มากมาย แต่ขอยืนยันว่าไม่ใช่การเชียร์เพื่อให้คนส่งต่อเชื้อ HIV และไม่ใส่ถุงยาง แต่อยากให้สังคมเปิดใจและเปิดกว้างยอมรับให้มากกว่านี้ มั่นใจว่าหากใครมีเพศสัมพันธ์แล้วกินยา PrEP จะสามารถป้องกันโรคได้ 99 เปอร์เซ็นต์

สำหรับกรณีดังกล่าวได้สร้างความสับสนให้สังคม แม้เจ้าตัวจะใช้หลักการทางการแพทย์ คือ กรณี U U กับการตรวจหาซีดีโฟร์ที่เคยมีการทดสอบว่าผู้ติดเชื้อที่กินยาต้านไวรัสไปนานๆ จนค่า ซีดีโฟร์ไม่สามารถแพร่เชื้อเอดส์ได้

แต่การกระทำในลักษณะให้ความรู้ ให้ข้อมูล ผิดๆ จนทำให้อาจมีคนทำตาม โดยเฉพาะเยาวชน ซึ่ง นายฐิฏิวัสส์ ศิรเศรษฐกร หรือ พีท ได้ออกรายการทีวี สื่อออนไลน์ จนกระทั่งมีการแสดงความคิดเห็น ทั้งจากคนอ่าน และ เจ้าตัวที่ยืนกรานว่าข้อมูลถูกต้อง

ล่าสุด Pete Living With HIV Positive Undetectable ยังคงมีกระแสดราม่าเรื่อยๆ ซึ่งกลางเดือนธันวาคม 2562 เจ้าตัวยังโพสต์อีกว่า  บทสรุปของกระแสดราม่า ก็น่าจะถึงที่สุดแล้ว

#พีทคนเลือดบวก ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไปยัง พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ หัวหน้าหน่วยงานป้องกัน ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ ที่คอยตรวจสอบคอนเท้นท์ในการเขียนบทความใหม่ๆ ให้กับสังคม ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณหมอได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดและคุณหมอไม่ได้ บอกว่าผิด หรือ ให้แก้ประเด็นไหน !!

ซึ่งเคยมีหลายครั้งที่พีทเขียนบทความแล้วมีความคลาดเคลื่อนไป คุณหมอก็เมตตาบอกกับพีทอย่างตรงไปตรงมา

ในเรื่องของการสื่อสารด้าน HIV นั้น ผมสื่อสาร HIV ที่มันแปรผันไปตามวิถีชีวิตของคนในสังคม ซึ่งจะคนละมุมกัน ซึ่งทุกอย่าง on fact และอยู่บนข้อเท็จจริงทั้งหมด !

ฉะนั้นบทความของผมนั้น ได้พูดเสมอๆว่า ได้รับการตรวจสอบและดูแลภายใต้ คุณหมอนิตยา (เป็นความเมตตาจากท่านเป็นการส่วนตัวนะครับ .. กรณีพาดพิงใดๆ ขออย่าได้กระทบถึงท่าน เพราะงานท่านก็เยอะมากอยู่แล้ว

ขอกราบอภัย แพทย์ บุคคลากรทางการแพทย์ทุกท่าน หากต้องทำให้เรื่องนี้ดูวุ่นวาย แต่มันก็เป็นปรากฎการณ์ Awareness เรื่อง การใช้ถุงยาง/PrEP/PEP/U=U อย่างไม่เคยมีมาก่อน มีการทำข่าวจากทุกช่อง และเป็นสกู๊ปที่สร้างความตระหนักเรื่อง HIV และ STD อื่นๆ อย่างมากมายและกว้างขวาง

 

และขอขอบพระคุณ ทางศูนย์วิจัยโรคเอดส์ ซึ่งไม่ว่าจะเป็น ศ.กิตติคุณ นพ. ประพันธ์ ภานุภาค ที่ออกมา ส่งเสียงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ปล่อยให้ผมโดนกระแส เคว้งคว้างแต่เพียงลำพัง และขอบพระคุณพี่น้องทุกท่านที่เป็นห่วงพีท #แต่พีทเข้มแข็งพอที่จะรับมือเรื่องนี้ได้ครับ

ขอแสดงความเคารพต่อผู้ที่สมควรได้รับการเคารพ(เท่านั้น) ซึ่งบุคคลที่จะไม่ได้รับความเคารพและสรรเสริญจากพีท คือ บุคคลที่ใช้ถ้อยคำอันหยาบคาย ไร้ซึ่งเมตตาจิตในการพูดคุย มองเห็นคนไม่เป็นคน มองตนสูงส่งโดยการเหยียบย่ำคนอื่น !

#และขอประนามการใช้ความรุ่นแรงในการใช้ถ้อยคำอันเป็นเหตุให้ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ดูถูก เหยียดหยาม ด้วยเหตุแห่งเพศ ผลเลือด หรือใดๆ !

ผิดพลาดประการใด พีทขออภัยมา ณ ที่นี้ แต่พีทไม่มีเจตนาจะทำร้ายใคร และทุกอย่างอยู่บนข้อเท็จจริง และพีทมั่นใจว่า สิ่งที่พีททำนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อคนในสังคม และตลอดเวลา

พีทนั้นพยายามจะช่วยคนทุกคนเท่าที่จะทำ #ถึงแม้กระแสจะสร้างความเกลียดชังให้กับตัวพีท แต่พีทเชื่อว่า มีคนมากมาย หลากหลายองค์กร ได้ตื่นตัว และทำงานให้ทันต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

และนี่คือการสะท้อนจากบุคคลที่อยู่ในปัญหาสังคม รู้และเข้าใจปัญหาสังคม ที่อยากจะแก้ปัญหาสังคม ไม่ใช่การสร้างปัญหาสังคมอย่างที่หลายคนเข้าใจ

พีทยังคงเข้าๆ ออกๆ ปัญหาสังคม ทดลองสังคม ค่อยๆทำความเข้าใจให้สังคมไปเรื่อยๆ #แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่คือยาแรง ที่ใส่ลงไปในสังคม เพื่อให้เห็นว่า #หากเราคิดว่าเราทำดีแล้ว แต่มันยังดีไม่พอกับกระแสสังคมที่สะท้อนออกมาแบบนี้

ท้ายที่สุด การตีความ หรือการรับรู้ จะดีขึ้นหรือแย่ลง ก็ต้องขอ เอ่ยถึงคำพูดของคุณหมอนิตยาว่า

"ถ้าถามหมอนะ คิดว่ามันทำให้คนได้ 'คิด' เพิ่มขึ้นจำนวนนึงเลย แต่อาจจะคิดแล้วตกต่ำลง หรือคิดแล้วแจ่มแจ้งขึ้น เราไม่สามารถไปมี control over ได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับเซ็กซ์และอาชีพพนักงานบริการที่คนใช้ 'ความรู้สึก' ไม่ใช่ข้อมูลความรู้ความจริงมาคิด ยิ่งสองเรื่องนี้สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ที่ไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยินแง่มุมอื่นของเรื่องนี้เค้าไม่คิดแค่ว่ามันเทาๆ เค้าเชื่อสนิทใจว่ามันดำ" - พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์

ทั้งหมดที่นำเสนอข่าว อยากให้ตะหนักในเรื่องการใช้ถุงยางอนามัย และ ความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งโครงการที่อยู่ในระหว่างการวิจัย ยังไม่มีบทสรุปใดๆ อย่าเพิ่งเชื่อ หรือ มั่นใจเต็มร้อย และไม่ควรนำเสนอเรื่องราวหมิ่นเหม่ต่อการเข้าใจผิด

ดังนั้น ถุงยางอนามัย เป็นสิ่งสำคัญมาก ที่จะป้องกันเอดส์ได้   

05 มกราคม 2563

ผู้ชม 701 ครั้ง

Engine by shopup.com