โรคลมชัก อาการทางจิต ลมชัก แบบเหม่อ หากคุณมีอาการ “เบลอ วูบบ่อยๆ” ควรรีบพบแพทย์ อาจเป็น "โรคลมชัก" epilepsy เพื่อรับ ข้อวินิจฉัย การพยาบาลโรคลมชัก

หมวดหมู่: HEALTH NEWS ARTICLES

HEALTH NEWS ARTICLES"โรคลมชัก" ( Epilepsy ) คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของร่างกาย จนทำให้เกิดอาการชัก

เว็บไซต์เมดฮับนิวส์ดอทคอม medhubnews.com เว็บไซต์สุขภาพ สาธารณสุข การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ เพจ sasook  รายงานว่า นายแพทย์พงศ์เกษม ไข่มุกด์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ โรคลมชัก ( Epilepsy ) ว่า

โรคนี้คนไทยเรียกว่าลมบ้าหมู  จัดเป็นโรคของการเจ็บป่วยทางสมอง พบได้ทุกเพศทุกวัย นอกจากพบในผู้ป่วยที่มีบกพร่องทางสติปัญญา "โรคออทิสติก" แล้ว ยังสามารถเกิดขึ้นกับทุกคนที่มีร่างกายแข็งแรง   

สาเหตุเกิดจากเซลล์สมองที่มีนับล้านเซลล์ซึ่งทำงานเชื่อมโยงกันเหมือนวงจรไฟฟ้า  ปล่อยคลื่นไฟฟ้าออกมาผิดปกติพร้อมกันอย่างเฉียบพลัน   ทำให้การควบคุมการทำงานของสมองเสียไปชั่วคราว 

โรคนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งจากกรรมพันธุ์ ติดเชื้อในสมอง สมองขาดอ๊อกซิเจน  ดื่มสุรา  จากอุบัติเหตุทำให้เกิดแผลเป็นในสมอง  หรือเซลล์สมองอยู่ผิดที่ หรือมีเนื้องอกในสมอง

ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 50 ล้านคน  โดย 2 ใน 3 อยู่ในทวีปเอเชีย    ส่วนในประเทศไทยคาดการณ์ว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ร้อยละ 1  หรือมีประมาณ 650,000 คน ทั่วประเทศ 

แต่สถิติการเข้ารับการรักษาพบว่ามีน้อยประมาณร้อยละ 10  เช่นในปี 2558 มีผู้เข้ารับการรักษาจำนวน  79,385 คน  เป็นชาย 49,100 คน หญิง 30,285 คน

“สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยโรคลมชักเข้ารับการรักษาน้อย ส่วนหนึ่งเกิดมาจากความเชื่อว่าเป็นโรคที่เกิดจากไสยศาสตร์  และเกิดมาจากการขาดความเข้าใจในเรื่องของอาการซึ่งมี 2 ลักษณะอาการใหญ่ๆ 

คือชักกระตุกเกร็งไปทั้งตัวคล้ายกับลมบ้าหมู  การชักแบบนี้จะเห็นได้ชัดเจน คนไทยส่วนใหญ่จะคุ้นเคยและรู้จักว่าโรคลมบ้าหมู   แต่อาการอีกลักษณะหนึ่งที่พบบ่อยทึ่สุดขณะนี้คือ อยู่ดีๆก็มีอาการแบบเบลอๆ เหม่อลอย  ไม่รู้สึกตัวหรือที่เรียกว่าอาการวูบไปชั่วขณะอาจมีตาค้างหรือตาเหลือกด้วยก็ได้  

ส่วนมากมักพบในเด็กอายุ 6-14 ปี อาการของโรคลมชักชนิดนี้ คนไทยยังรู้จักน้อยมาก และมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นอาการวูบหรือเป็นลมทั่วไปจึงไม่ไปรักษา   

อย่างไรก็ตามอาการชักที่เกิดจากคลื่นไฟฟ้าสมองผิดปกตินี้อาจปรากฏแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเกิดขึ้นที่สมองส่วนใด  เช่นหากเป็นที่เป็นที่สมองส่วนควบคุมกล้ามเนื้อ ก็อาจเกิดการกระตุกเกร็งแขนขาซีกเดียวก็ได้”  

จึงขอให้ประชาชนที่มีอาการที่กล่าวมาทั้ง 2 ชนิดอาการอย่านิ่งนอนใจ  ควรรีบพบแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน  เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของการชักให้เร็วที่สุดและให้การรักษาตามสาเหตุ 

เช่น หากอาการชักเกิดจากคลื่นสมองผิดปกติทั่วไป จะให้การรักษาด้วยยาเพื่อควบคุมอาการชัก โดยปรับกระแสไฟฟ้าในสมองให้กลับมาทำงานเป็นปกติ ป้องกันเซลล์สมองถูกทำลาย  หากเกิดจากเนื้องอกในสมองก็อาจใช้วิธีการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออก เป็นต้น  

หากผู้ที่มีอาการชักได้รับการรักษาเร็ว โดยเฉพาะหลังจากมีอาการครั้งแรก จะมีโอกาสหายขาดได้สูง  สามารถเรียนหนังสือ หรือทำงานที่เหมาะสมได้    

แต่หากไม่รักษาก็จะมีอาการชักปรากฏบ่อย  บางรายอาจเกิดเป็นชุดๆหรือเกิดตลอดวันก็ได้   จะมีผลเสียที่เป็นอันตราย  โดยเฉพาะการชักแบบลมบ้าหมู อาจทำให้เซลล์สมองตาย 

และทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมตั้งแต่อายุยังน้อย นอกจากนี้อาจทำให้เกิดโรคทางจิตเวชตามมาได้ประมาณร้อยละ 30 ถือเป็นภัยเงียบใกล้ตัวประชาชนที่ไม่ควรมองข้าม

การรักษาโรคลมชักนั้น  ผู้ป่วยจะต้องยึดหลักปฏิบัติย่างเคร่งครัดคือกินยาต่อเนื่อง  อย่าหยุดยาเอง และไม่ลดจำนวนยาเอง  ต้องใช้เวลารักษาไม่ต่ำกว่า 2 ปี จึงจะควบคุมอาการชักได้ผลดี 

โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาปรับลดหรือหยุดยาเอง  ผู้ป่วยประมาณกว่าร้อยละ 70  จะมีโอกาสหายขาดอีกร้อยละ 30 มีอาการดีขึ้น แม้ไม่หายชักทั้งหมดก็ตาม

“ที่ผ่านมาผู้ป่วยโรคลมชัก มักจะไม่กินยาตามแผนการรักษาของแพทย์เพราะเข้าใจผิดว่ายาจะไปกดการทำงานของสมอง ทำให้โง่ซึ่งข้อเท็จจริงนั้นยาที่รักษาไม่ได้ทำให้โง่เพียงแต่ยาบางชนิดอาจทำให้ผู้ป่วยคิดช้า

หรือมีอาการเซื่องซึมในระยะต้นๆเมื่อเริ่มกินยาเท่านั้น  การกินยาต่อเนื่อง จะทำให้การรักษาได้ผล และสามารถป้องกันการเกิดอาการแทรกซ้อนทางจิตเวชได้ด้วย” 

"เด็กที่เป็นโรคลมชัก" ส่วนใหญ่สามารถเรียนหนังสือได้เหมือนกับเด็กทั่วไป  มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีปัญหาด้านสติปัญญาและต้องการการดูแลเป็นพิเศษโดยครูและเพื่อนต้องทราบวิธีการช่วยเหลือทั้งในด้านการเรียนและในด้านการเจ็บป่วยที่ถูกต้องเพื่อนร่วมชั้นไม่ควรล้อเลียนเพื่อนที่เป็นโรคลมชัก   

อย่างไรก็ดีผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชัก จะมีความเสี่ยงเสียชีวิตได้สูงกว่าคนปกติทั่วไป 2-3 เท่าตัว  โดยเฉพาะในช่วงที่มีการชัก ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูฝน  มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากการจมน้ำ ซึ่งมีโอกาสเกิดในน้ำตื้นๆก็ได้   

ดังนั้นจึงขอให้ผู้ป่วยโรคลมชักหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำ และการออกไปหาปลาสำหรับการช่วยเหลือผู้ที่กำลังมีอาการชัก  ประชาชนที่พบเห็นขอให้ตั้งสติให้ดีระวังไม่ให้ผู้ป่วยเกิดอันตรายจากการชัก  ไม่สำลักน้ำลายหรืออาหาร  

โดยให้จับศีรษะและลำตัวตะแคงไปด้านข้าง และดูแลไม่ให้มีสิ่งของที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย  เช่น กาน้ำร้อน หรืออุปกรณ์ต่างๆที่เป็นของแข็งเพื่อไม่ให้แขนขาของผู้ป่วยมากระแทก  

หากเป็นไปได้ ให้บันทึกภาพเคลื่อนไหวของอาการชักที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปให้แพทย์วินิจฉัยแยกอาการชักจากโรคลมชักกับโรคอื่นๆ ด้วยจะช่วยให้การรักษาแม่นยำNew

เมดฮับ นิวส์ medhubnews.com

เว็บไซต์ข่าวสุขภาพ สาธารณสุข การท่องเที่ยว  

21 มกราคม 2562

ผู้ชม 1896 ครั้ง

Engine by shopup.com