คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ริเริ่มจัดตั้ง Platform งานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ครบวงจร

News Update วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2562 : รัฐบาลในหลายยุคหลายสมัยมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการที่จะพัฒนาไปสู่การเป็น Medical Hub ของระดับภูมิภาค แต่พบว่าประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในการขาดดุลทางการค้า

จากการที่ต้องนำเข้าสินค้าทางด้านการแพทย์และสุขภาพจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด โดยคิดเป็นมูลค่าที่เป็นเงินปีละนับแสนล้านบาท

ส่วนหนึ่งของมูลค่าทั้งหมดนั้น เครื่องมือแพทย์และชุดตรวจชนิดที่ใช้วินิจฉัยภายนอกร่างกาย ( in vitro diagnostics) ซึ่งใช้ในห้องปฏิบัติการต่างๆ พบว่าประเทศไทยต้องนำเข้าเป็นหลักหมื่นล้านบาททุกปี

เว็บไซต์ medhubnews.com ข่าวสังคม สุขภาพ สาธารณสุข ท่องเที่ยว วาไรตี้  และ เพจ sasook รายงานว่า ศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรเฉลิม อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล

กล่าวถึง  Medical Hub ว่า ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการควบคุมเครื่องมือแพทย์ ฉบับปี 2531 ปี 2551

จนกระทั่งมาปี 2562 ซึ่งเป็นฉบับแก้ไขในปัจจุบัน โดยทั้ง 3 ฉบับ เดิมให้ความสำคัญกับเรื่องของความปลอดภัยของคนไข้ ผู้บริโภค และผู้ใช้งาน จึงมุ่งเน้นที่การควบคุม กำกับ ดูแล และอนุญาตมาโดยตลอด

แต่ไม่มีส่วนไหนที่พูดถึงเรื่องของการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการผลิตผลิตภัณฑ์รองรับอุตสาหกรรมทางการแพทย์ในบ้านเราขึ้นมาเลย

จากการที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ ปี 2562 ศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรเฉลิม อิศรางกูร ณ อยุธยา ได้มีโอกาสร่วมกับกรรมาธิการท่านอื่นๆ เสนอแนะ

จนกระทั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ผ่านพรบ. ที่มีการเติมความไปว่า “กระบวนการพิจารณาอนุญาตเครื่องมือแพทย์ ต้องให้ความสำคัญด้านการส่งเสริมการผลิตเครื่องมือแพทย์ในประเทศด้วย”

ควบคู่กับการจัดตั้ง Medical Products Consortium of Thailand (MPCT) โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมกับ 26 องค์กรหลักของประเทศ

ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากที่ทำให้เกิดมาตรการในการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์เพื่อลดการขาดดุลทางการค้า จากที่ผ่านมาประเทศไทยต้องนำเข้าจากต่างประเทศในจำนวนเม็ดเงินที่มหาศาล

“ในอดีตมักพบว่านักวิจัยส่วนใหญ่ทำงานวิจัยจากโจทย์วิจัยที่ตัวเองสนใจ โดยผลการวิจัยจะหยุดอยู่แค่เรื่องของการได้รับการตีพิมพ์

แต่เราทำอย่างนั้นไม่ได้ในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราจำเป็นต้องพัฒนางานวิจัยโดยพิจารณาถึงความต้องการของลูกค้าและตลาดด้วย

โดยการผลักดันสู่กระบวนการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล

จึงได้ริเริ่มจัดตั้ง Platform งานวิจัยสู่นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ครบวงจร ตั้งแต่ต้นทาง คือการใช้โจทย์ความต้องการของประเทศในการวางแผนร่วมกับนักวิจัยในการวิจัยและพัฒนา กลางทาง

คือ การต่อยอดองค์ความรู้สู่กระบวนการผลิตชิ้นงานผ่านโครงการจัดตั้งโรงงานต้นแบบเพื่อการพัฒนาชุดทดสอบน้ำยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์

สำหรับคณาจารย์และนักวิจัยภายในคณะฯ หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่สนใจร่วมมือ และปลายทาง คือ การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ ผ่านบริษัท เอ็มที อินโนเทร็กซ์ จำกัด (ถือหุ้น 100% โดยคณะฯ)

โดยมีช่องทางการให้คำปรึกษาด้านการผลิต การตลาด ตลอดจนช่องทางติดต่อกับภาคอุตสาหกรรมและจับคู่ทางธุรกิจที่เหมาะสมก่อนนำออกจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ รวมทั้งยังเป็นตัวกลางในการรักษา

และดูแลผลประโยชน์ทางการตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์ หรืองานบริการที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนาให้สามารถแข่งขันในตลาดได้จริง” ศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรเฉลิม อิศรางกูร ณ อยุธยา กล่าว

รองศาสตราจารย์ ดร.กุลชาติ จังภัทรพงศา รองคณบดีฝ่ายพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “จริงๆ งานวิจัยของคณะฯ มีค่อนข้างหลากหลาย แต่ในเฟสแรก เราพยายามผลักดัน 3 ผลิตภัณฑ์หลักให้ออกวางตลาด

โดยผลิตภัณฑ์แรก คือ ชุดทดสอบการติดเชื้อฉี่หนูชนิดรวดเร็ว (Lep M-Plus และ Lep G-Plus) ซึ่งมีการใช้ที่ง่ายและทราบผลเร็วคล้ายชุดตรวจการตั้งครรภ์

จะมีความร่วมมือกับ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้มีการขยายผลสู่การใช้ตรวจโรคฉี่หนูในระดับประเทศต่อไป ผลิตภัณฑ์ชิ้นที่ 2 คือ ชุดทดสอบการปนเปื้อนของโปรตีนในพื้นผิวต่างๆ (Y-Blue Kit)

ซึ่งจะเป็นทางเลือกสำหรับการใช้ทดสอบประสิทธิภาพการชำระล้างพื้นผิวในภาคการผลิตอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ จากเดิมที่ต้องนำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกาในราคาที่ค่อนข้างแพง

และผลิตภัณฑ์ชิ้นที่ 3 คือ ชุดทดสอบสารตกค้างยาฆ่าแมลงในผักผลไม้ ซึ่งจะจับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นอุตสาหกรรมอาหาร ผู้ประกอบการ

และกลุ่มผู้บริโภคโดยทั่วไปที่รัก และใส่ใจในสุขภาพ โดยปัจจุบันได้มีการพูดคุยกับภาคเอกชนเพื่อผลักดันสู่ตลาดต่อไป”

นอกจากนี้ยังมีผลงานการประดิษฐ์ โดย นายนภัสวิภู จีนะสุทธิ์ มหาบัณฑิตของคณะฯ ซึ่งจะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อฝึกการเจาะเลือดสำหรับนักศึกษาแพทย์ พยาบาล เทคนิคการแพทย์ ให้ผิวสัมผัสที่ค่อนข้างเหมือนผิวหนังจริง มีราคาเพียงหลักร้อย

และสามารถเจาะซ้ำโดยไม่ทิ้งร่องรอยเหมือนผิวหนังเทียมแบบเดิมที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศในราคาหลักพัน แต่เมื่อใช้ซ้ำแล้วบอบช้ำง่าย

เกิดร่องรอยทำให้คนที่มาเจาะต่อเห็นชัด ซึ่งไม่ส่งเสริมการฝึกปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่กำลังได้รับความสนใจเช่นเดียวกัน

07 พฤศจิกายน 2562

ผู้ชม 986 ครั้ง

Engine by shopup.com